การสัมภาษณ์  visa J-1 มันคงไม่ยากเท่ากับวีซ่าท่องเทั่ยวมั๊งนะ
เพราะไปสัมภาษณ์คราวนี้  ... ไม่รู้สึกอะไรเลย   แหะ

 

เพราะไปกับโครงการ  พี่ๆเลยจัดการเรื่องการนัดวันสัมภาษณ์ให้หมดแล้ว
ไปถึงก่อน 7 โมงครึ่ง ... วันนั้นวันซ้อมใหญ่รับปริญญาที่ ม.ด้วย
กลัวรถติด เลยออกจากหอตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง

 

ไปถึงหน้าสถานกงศุลฯตอน 7 โมงนิดๆ
นั่งรถแดงไป  เพราะคิดว่าถ้าขับรถไปเองคงหาที่จอดยากแหงๆ (แล้วก็จริงซะด้วย...")

 

ไปถึง ปรากฏว่ารายชื่อยังไม่มา
เลยยืนรอหน้าสถานกงศุลฯก่อน
พอรายชื่อมา ก็เอาบัตรประชาชนไปยื่น รับบัตรคิว แล้วก็รอเรียก

 

การเข้าไปสัมภาษณ์วีซ่า ... ไปให้ตัวเบาที่สุดในโลก
คือ  เอาเข้าไปแต่หลักฐานต่างๆก็พอ
เราเลยฝากของ มือถือ กระเป๋าตังค์ ไว้กับพี่ที่รออยู่ข้างนอกหมดเลย

 

พอได้บัตรคิว เขาจะเรียกเข้าไปในสถานกงศุลฯทีละ 10 เลข
(ระหว่างที่รอ คือรอข้างถนนน่ะ = =")
เราวิ่งไปเอาบัตรคิวเร็ว ... ได้มาเบอร์ 3 เลยได้เข้าชุดแรกเลย

 

พอเข้าไป ก็โดนสแกนตัว (เหมือนเวลาเข้าสนามบินน่ะ)
แล้วก็เข้าไปอีกห้อง ยื่นบัตรประชาชนอีกรอบ
รับบัตรคิวอีกใบ แล้วไปนั่งรอ

 

ระหว่างนั่งรอจะมีวิดีโอแนะนำการสแกนนิ้วมือให้ดูไปพลางๆ
คือก่อนสัมภาษณ์จะต้องสแกนนิ้วมือเก็บไว้ทั้ง 10  นิ้วก่อน
นั่งดูไปได้รอบครึ่ง ก็โดนเรียกเข้าไป
(ตอนเรียกนี่จะมี LCD เรียกว่าหมายเลขบัตรคิวที่ .... เชิญที่ช่อง ... . เหมือนธนาคารเลย)

 

เข้าช่องปุ๊บ ก็ได้สแกนลายนิ้วมือ
เจ้าหน้าที่ผู้หญิงท่าทางใจดี(มั๊ง) บอกเป็นภาษาไทยสำเนียงอเมริกันว่า "สแกนนิ้วมือซ้ายค่า"
เราตั้งใจว่าคงได้ยินเธอพูดภาษาอังกฤษใส่ เลยตกใจไปพัก อะ เค้าพูดอะไรนะ ..
แล้วก็ถามกลับไปว่า "pardon?" เธอก็ย้ำอีกที ... คราวนี้ถึงจับได้ว่าเป็นภาษาไทยนี่นา
สแกนเสร็จ ... นั่งรออีกแป๊บนึง
อีกช่องก็เรียกไปสัมภาษณ์ ... ยืนสัมภาษณ์หน้าช่องกระจกนั่นล่ะ

 

คำถามก็ ... ให้แนะนำตัว
เรียนที่ไหน   ปีอะไรแล้ว
เรียนอะไรอยู่ ... เคยทำงานพิเศษมาก่อนมั๊ย
ใครออกค่าใช้จ่ายให้ ... ผู้ปกครองทำงานอะไร
เคยไปสหรัฐมั๊ย  ... มีญาติพี่น้องอยู่สหรัฐรึเปล่า .. อยู่ที่ไหน
เราเรียนอยู่ปีสุดท้ายแล้ว เลยโดนถามด้วยว่า  กลับมาแล้วจะทำอะไร (เราบอกว่า 'get  a job and make some money' =w=)
แล้วถามว่าจะไปรัฐไหน ทำงานที่ไหน งานอะไร (เราบอกว่า "ขอทำงานร้านขายของที่ระลึก หวังว่าจะได้ไปขายของ"  คุณเจ้าหน้าที่ก็หัวเราะ บอกว่า "หวังว่าจะขายดีนะ")
จะได้ค่าจ้างเท่าไหร่  ทำอาทิตย์ละกี่ ชม.
จะไปวันไหน กลับวันไหน
และคำถามสุท้าย ... ถามมาว่า "ทำไมอยากไปสหรัฐ"
(จริงๆอยากตอบว่า "มันไม่มีที่อื่นให้ไป workฯ" แต่ตอบไปว่า "ประเทศดูหลากหลายดี น่าจะให้ประสบการณ์ดีๆ"
เสร็จเรีบยร้อย คุณเจ้าหน้าที่บอกว่า  "Have a good time in the states!" แล้วก็เสร็จ


..การพูดคุยทั้งหมดที่ใช้เวลาราว 10 นาที  และไม่ได้ใช้เอกสารอะไรเลย (แต่เหมือนบางคนก็ใช้อยู่นะ)

 

เสร็จแล้วทางสถานกงศุลก็จะส่งพาสปอร์ทที่มีวีซ่าแปะอยู่มาให้ตามที่อยู่ที่ให้ไว้
นี่ก็ได้รับมาแล้ว ... วีซ่าแอบสวยแฮะ  ^^ (สวยกว่าวีซ่านิวซีแลนด์ที่เคยได้เยอะ 55)

 

เอาเป็นว่า  แค่นี้ก็เสร็จแล้ว
รอเรื่องตั๋วเครื่องบินเรียบร้อย เราก็บินกันได้!

ว่าด้วยการ Stopover

posted on 12 Jan 2010 16:17 by memorandums

การ stopover คือการแวะเที่ยวระหว่างเปลี่ยนเครื่อง
คือ .. ไปอเมริกาด้วยเที่ยวบินราคาประหยัดน่ะ  ยังไงมันก็ต้องต่อเครื่องชิมิ?
แล้วช่วงที่เราต่อเครื่องน่ะ  เราสามารถขอแวะเมืองที่หยุดได้
เข้าใจเนอะ ...?



เอาล่ะ  อย่างที่เราจะไปเวิร์คเนี่ย  ขากลับจะต้องต่อเครื่องกันสามรอบ
(ขาไปไม่พูดถึง เพราะไม่ค่อย stopover ขาไปกัน)
คือจาก Virginia สนามบิน Richmond => San Francisco/ Los angeles => ไทเป => กรุงเทพฯ
โดยตอนต่อในสหรัฐ เลือกต่อที่ SF หรือ LA ก็ได้
ซึ่งนั่นแหละ .. เป้าหมาย stopover ของเรา



คือหลังจากหมดสัญญาจ้าง  เด็กเวิร์คจะสามารถอยู่เที่ยวได้อีกไม่เกิน 25 วัน
เราก็กะจะขอเที่ยวฝั่งตะวันออกก่อน ... แถวๆ Virginia นั่นนะ
คือตั้งใจจะไป DC, New york แต่สองที่นี่คงได้ไปกันช่วงวันหยุดระหว่างทำงาน
อยากไป Florida ... อันนี้ไม่แน่ใจว่าจะได้ไปช่วงวันหยุดมั๊ย .. กั๊กไว้ก่อน
แต่ที่วางแผนคือ  พอหมดสัญญาจ้างที่ Williamsburg, VA แล้ว ... เราจะไป Ohio กัน
คือพอดีเรามีญาติอยู่แถวนั้น  จะได้ไม่ต้องหาที่พัก
จะได้ไป Cedar point กับ Detroit ด้วย =w=

เลยติดต่อกับญาติทางอีเมล์ก่อน
ตอนแรกก็ห่วงๆ ... คือไม่ได้เจอญาติคนนี้นาน ... มากกกก
(ไม่ได้เจอกันราว 18 ปี .. อ่า .. แล้วจะจำตอนเจอกันได้มั๊ยเนี่ย!!)
คือคุณญาติอยู่อเมริกามาตั้งแต่เรายังจำความได้ไม่ถนัดนักน่ะ
เมล์ไปถาม .. บอกว่าจะเป็นไปได้มั๊ย ถ้าจะขอไปรบกวนสักอาทิตย์นึง

ปรากฏว่าลุงเมล์ตอบมาน่ารักม๊าก
บอกว่ามาเมื่อไหร่บอกสิ  Ohio ก็ไม่ไกล Virginia เท่าไหร่ (แต่ดูแผนที่ ... ไกลแฮะ...")
ถ้ารู้เวลาทำงาน รู้ว่าหยุดเมื่อไหร่ก็บอก  ลุงจะได้ลางานพาหลานเที่ยว (อร๊ายย  น่ารักจัง T T)
ยังบอกอีกว่า เตรียมมาเลยว่าอยากเที่ยวไหน เดี๋ยวลุงพาลุย  หรือถ้าไม่รู้ก็บอกมาว่าสนใจอะไร
มาพักนานๆก็ได้ .. จริงๆตอนทำงานที่ VA จะมาค้างกับลุงบ้างก็ได้

รู้สึกดีจัง ... T T ขนาดเป็นญาติที่ไม่ค่อยได้เจอนะเนี่ย
ยังไงลุงก็ยังเป็นลุงนี่เนอะ

ว่าไป .. เมื่อ 7 ปีก่อน ลูกชายลุงก็เคยมาพักกับเราอยู่สามอาทิตย์เหมือนกันตอนที่ลูกลุงมาเที่ยวไทย
(ลูกชายลุงเกิดที่อเมริกา  และมาไทยครั้งแรกเมื่อ 7ปีก่อนนั่นล่ะ)
จำได้ลางๆแฮะ ... นึกออกแต่ว่าลูกชายลุงาสีเขียว ชอบเล่นกีตาร์ และชอบไมเคิลแจ็คสัน (อ๊ะ  งั้นนี่ต้องแสดงความเสียใจด้วยน่ะสิ?)
แต่รู้สึกลูกชายลุงจะไปทำงานเมืองอื่นแล้ว  ตอนนี้ลุงอยู่กับภรรยาสองคน
(ว่าไปยังไม่เคยเจอภรรยาลุงเลยแฮะ ... รู้แต่ว่าเป็นอเมริกัน และเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย...)

จริงๆยังมีฐาติอยู่แถว Ney york ... อาจจะได้แวะไปเยี่ยมบ้าง
คิดๆดู ... รู้สึกว่าตัวเองมีญาติที่ไม่เคยเจออยู่หลายคนเหมือนกันแฮะ = ="



เอ้า .. จบไป เรื่องที่พักใน Ohio



ส่วนฝั่งตะวันออก ... คุยกับเพื่อนแล้วเห็นว่า ไอ้ SF กับ LA นี่มันก็ไม่ไกลกันเท่าไหร่
ยังไงก็จะเที่ยวมันทั้งคู่อยู่แล้ว! เลือกลงสักที่ก่อนแล้วกัน
ไม่รู้ว่าจะอะไร ยังไง ... เลยตกลงกันว่า ลงมันที่ SF ละกัน  แล้วค่อยหาทางไป LA ทีหลัง ...
คือดูแผนที่เห็นว่าสนามบิน SF มันอยู่ใกล้เมืองกว่าสนามบิน LA เลยอุปาทานเอาเองว่าคงเดินทางง่าย
ใครมีคำแนะนำหรือรู้อะไรมากกว่านี้ .. ช่วยทีเน้อ T T

คราวนี้เลยขอพี่ที่เอเจนท์เปลี่ยนเส้นทางตั๋วเครื่องบิน
จาก RIC => SF => ไทเป => กรุงเทพฯ
เป็น DTW => SF => ไทเป => กรุงเทพฯ แทน
(DTW = สนามบิน Detroit ... ใกล้ๆบ้านลุงที่ Ohio น่ะ)
เรื่องเส้นทางบินก็เรียบร้อยละ
ตอนนี้ยังห่วงแต่ว่า .. ไอ้สัมภาระที่เราเอาไปจะเอาขึ้นเครื่องบินภายในประเทศไปยงไงหมดหนอ ...."
... ตอนไปจาก Williamsburg, VA ไป Toledo, OH ไง ... อาจจะใช้ Amtrak เอามั๊ง
แต่ลุงบอกว่าจะให้ไปรับก็ได้ ... แต่เห็นจากแผนที่มันไกลจริงๆนะเฮ้ย!!



จบกรณีส่วนตัว .. มาพูดเรื่องทั่วๆไปกันมั่ง

การ stopover นี่ อาจจะเป็นการหยุดที่ประเทศอื่นก็ได้นะ
อย่างที่ที่เด็กเวิร์คนิยมหยุดกันก็เช่น เกาหลี  ญี่ปุ่น อังกฤษ
คือ .. ตอนแรกเราอยากแวะญี่ปุ่นม๊ากกกก
แต่พอดีซื้อตั๋วเครื่องบินกับเอเจนท์ ... และสายการบิน China air มันไม่หยุดญี่ปุ่น
(ถ้าจะให้หยุดต้องเป็น Japan air, united air)
และ ... คิเกียจทำวีซ่า 55+
คือถ้าจะหยุดที่ญี่ปุ่น ต้องทำวีซ่าขอหยุดเที่ยว เรียก Transit visa ซึ่งมันจะมีอายุ 120 วันนับจากวันออก
แล้วบังเอิญเราไปเวิร์คซะ 4 เดือน .. ยังไงมันก็เกินไง
ครั้งจะทำ Double transit visa ก็ไม่แน่ใจว่าญี่ปุ่นให้ทำได้มั๊ย
จะทำก็ยุ่งยาก  คือต้องออกตั๋วเครื่องบินก่อน ต้องจองที่พักไว้ ... ดูยุ่งยาก
และคิดๆดูแล้ว .. เหมือนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมา จะพอๆกับบินไปญี่ปุ่นอีกรอบเลย
เลยตกลงกับเพื่อน ... ผ่านป้ายยุ่นไปก่อนละกัน



ส่วนอังกฤษนี่ ... ไม่แน่ใจเพราะไม่ได้หาข้อมูลไว้
(แบบว่าไม่อยู่ในสายตาว่างั้น)
แต่เห็นว่ามีเด็กเวิร์คหลายคนหยุดที่อังกฤษ
ต้องทำวีซ่าเหมือนกัน .. แต่ไม่รู้รายละเอียดแฮะ



เกาหลีนี่คนแวะเยอะ ... เพราะไม่ต้องทำวีซ่า  ผ่าน ตม. เดินเข้าได้เลย  อยู่ได้ 90 วัน
นี่ก็อยากแวะอีกละ ... แต่เพราะสายการบินไม่ผ่าน และไม่รู้ภาษาบ้านเมืองเค้า
และจากสนามบินนานาชาติเข้าเมือง ... ไกลว่ะ! ...
Limobus รู้สึกจะราวๆเที่ยวละสามหมื่นวอนหรือไงเนี่ย (แต่ก็ถูกกว่าญี่ปุ่น ... ญี่ปุ่นจำจำนวนเยนไม่ได้ แต่แปลงเป็นไทยแล้วประมาณ 3500 บาท)
และคุยกับเพื่อนว่า "เราจะเที่ยวอะไรกันนักหนาวะ" เลยไม่หยุดประเทศอื่นแล้ว
อ้อ สายการบินที่หยุดเกาหลีได้มี Korean air ... สายการบินอื่นๆไม่แน่ใจ



จบเอนทรีหาเรื่องเที่ยว
คราวหน้าต่อเรื่องอะไรดี ...."

สัมภาษณ์งาน โครงการ WAT

posted on 11 Jan 2010 17:07 by memorandums

คราวที่แล้วลืมเล่าตอนสัมภาษณ์งาน
สัมภาษณ์งานที่ว่า คือ การทำ roadshow
มีนายจ้างจากที่ๆเราสนใจจะไปทำงานด้วยมาเป็นคนสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์ปกติจะจัดในโรงแรม ห้องประชุมสักที่
มีนายจ้างมาเยอะๆ  อยากทำงานกับใครก็เลือกสัมภาษณ์กับคนนั้น
ถ้าเขารับเรา เขาจะบอกตรงนั้นเลยว่ารับหรือไม่รับ
ถ้าพลาดจากที่แรก ก็ยังไปสัมภาษณ์ต่ออีกที่ ... อีกที่ ... อีกที่ได้



อันนั้นคือกระบวนการปกติ



แต่กรณีเรา .. มันไม่ปกติ  เลยไม่มีประสบการณ์สัมภาษณ์แบบปกติมาเล่า ...



คือ เรามีปัญหาว่าวัน roadshow ไปไม่ได้ทั้ง 2 วัน
คือติดไปฝึกงานต่างจังหวัดน่ะ
ก็เลยปรึกษาพี่ๆที่ overseas (ต่อไปอาจจะเรียกแทน overseas ว่า 'เอเจนท์')
เลยจัดการสัมภาษณ์ online ให้



การสัมภาษณ์ online คือการที่เรานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ 1 ตัว
มีเว็บแคม  ไมโครโฟน และหูฟัง
สัมภาษณ์กับนายจ้างที่อเมริกาผ่านทาง skype
เราก็เลยได้สัมภาษณ์แบบนั้นไป



คนสัมภาษ์เป็นฝ่ายบุคลากรของ Busch
คุณ Rick ท่าทางใจดี ... สำเนียงฟังง่ายๆ



คำถามสัมภาษณ์มีแค่ว่า
- แนะนำตัวหน่อย (เราบอกแต่ชื่อกับชื่อเล่น .. เพราะนามสกุลยาวจนคิเกียจพูด)
- เรียนที่ไหน (บอกชื่อมหาวิทยาลัย  คณะ  ชั้นปี)
- ทำไมอยากมาเวิร์ค  (อยากหาประสบการณ์ค่ะ)
- ทำไมเลือกที่นี่  (เพราะคิดว่าทำงานสวนสนุกคงจะสนุก)
- เคยทำงานพิเศษอะไรมาก่อนมั๊ย  (เคยเฝ้าร้านยา  ทำงาน free-lance อะไรก็เล่าไป....)
- ทำไมเลิกทำงานพิเศษนั่นล่ะ (เขาไม่จ่ายค่าจ้างค่ะ .. อ่า  จริงๆมันคือเหตุผลนั้น แต่ไม่อยากแฉนายจ้างเก่า ... ตอบไปว่า  อยากมีเวลาให้การเรียนเต็มที่ = =d)
- เคยไปต่างประเทศมาก่อนรึเปล่า  (เคยไป NZ เมื่อนานมาแล้วค่ะ  ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน)

แล้วคุณ Rick ก็ขู่มา 1 ชุด
ว่า การมาเวิร์คไม่สบายเหมือนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนะ
วัฒนธรรมที่นี่ไม่เหมือนไทยนะ  ต้องทำงานบริการนะ  เหนื่อยนะ ฯลฯ
พูดจบ เราก็บอกว่า "I came prepared :) "  เตรียมใจมาแล้วจ้ะ
Rick ก็ยิ้ม  บอกว่า "งั้นหวังว่าเราจะพบกันต้นปีหน้านะ" (สัมภาษณ์ปลายปีที่แล้ว)
เป็นว่าสัมภาษณ์ผ่านแล้ว .. แป๊บเดียวเอง = =



สัมภาษณ์เสร็จสิ้น พี่ๆก็จับเซ็นสัญญาทำงาน
โอเค  เท่ากับว่ามีที่ทำงานแล้ว \ - -/



คิดว่าการสัมภาษณ์งานเป็นอะไรที่ ... ทำเป็นพิธีแฮะ
เหมือนว่า ถ้าพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ยังไงก็ผ่านน่ะ
พี่ๆบอกว่า สัมภาษณ์วีซ่านู่น ของจริง
หึหึ ... รอวันสัมภาษณ์วีซ่าละกันนะ ...